Keyword คืออะไร คีย์เวิร์ดมีกี่ประเภท สำคัญอย่างไรกับการทำ SEO พร้อมแนะนำเครื่องมือค้นหา Update 2023

Keyword คืออะไร คีย์เวิร์ดมีกี่ประเภ

Keyword คืออะไร 

(คีย์เวิร์ด) Keyword คือ คำที่คนพิมพ์ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน Search Engine เช่น Google, Yahoo, Bing ฯลฯ Keyword ที่พิมพ์จะสื่อถือความต้องการต่าง ๆ ของผู้ค้นหา เช่น พิมพ์ Keyword เพื่อจะซื้อสินค้า-บริการ ค้นหาข้อมูลความรู้ รวมถึงพิมพ์ Keyword เพื่อต้องการจะแก้ปัญหาที่ตัวเองกำลังเจอ

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น Digital Marketing Agency ชาวมิงขอยกตัวอย่างง่าย ๆ 

สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของไร่องุ่น แต่กำลังเจอปัญหาองุ่นลูกไม่ดก คุณจึงค้นหาข้อมูลผ่าน Google ด้วยคำว่า “วิธีปลูกองุ่นให้ลูกดก” คำนี้นี่แหละค่ะ คือ Keyword 

คลิกเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ ซ่อน

คนทั่วไปค้นหาคีย์เวิร์ด ผ่านช่องทางไหน

ช่องทางค้นหาคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ การค้นหา Keyword ผ่าน Search Engine เจ้าต่าง ๆ ซึ่ง Search Engine ที่คนทั่วโลกนิยมใช้ แน่นอนว่าต้องเป็น Google

คลิกอ่านเพิ่มเติม : สรุปมาแล้ว SEO คืออะไร มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร

Keyword สำหรับการทำ SEO มีกี่ประเภท

ประเภท Keyword หลัก ๆ จะมี 3 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

1.Seed Keyword

Seed Keyword คือ คีย์เวิร์ดแบบไม่เฉพาะเจาะจง ค่อนข้างกว้าง เช่น คุณเปิดโบรกเกอร์ประกันรถยนต์ Seed Keyword ก็คือคำว่า “ประกันรถยนต์”

Seed Keyword มักจะเป็นคำที่มีความต้องการสูง ทำให้ปริมาณการค้นหาต่อเดือนนั้นมากตามไปด้วย ทำให้การแข่งขันทางด้านตลาดค่อนข้างโหดเอาเรื่อง

Seed Keyword เหมาะกับการเป็นคีย์เวิร์ดตั้งต้น ในบางครั้งอาจจะไม่เหมาะเป็น Keyword ทำเงินสักเท่าไหร่ เพราะลูกค้าที่พิมพ์ค้นหา Keyword ประเภทนี้เข้ามา บางครั้งอาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราจริง ๆ 

2.Niche Keyword

Niche Keyword คือ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงกว่า Seed Keyword มีลักษณะเป็นกลุ่มคำที่ใช้บอกถึงประเภท บอกถึงหมวดหมู่สินค้า ตัวอย่าง Niche Keyword เช่น ประกันรถยนต์ชั้น 1 วิริยะ, ประกันรถ 2+ สินมั่นคง, ประกันคุ้มภัยชั้น 1 ฯลฯ 

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า Niche Keyword มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น คนที่พิมพ์ค้นหา Keyword เหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรามากขึ้นตามไปด้วย

3.Long Tail Keyword

Long Tail Keyword คือ กลุ่มคำที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง โดยจะมีการระบุข้อมูลต่าง ๆ เวลาที่พิมพ์ค้นหา เช่น ทำประกันรถยนต์ชั้น 1 วิริยะ TQM ดีไหม 

แม้ว่าจะ Long Tail Keyword จะเป็นคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณความต้องการน้อย แต่กลุ่มเป้าหมายของเราก็มีความชัดเจนตามไปด้วย ว่าคนที่พิมพ์ค้นหา Keyword นี้เข้ามา มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นลูกค้าของเรา แถมยังเป็น Keyword ที่มีแนวโน้มว่าจะทำเงินให้กับธุรกิจของเราได้อีกค่ะ

ตัวอย่าง Keyword แบบต่าง ๆ 

ขอยกตัวอย่างเว็บไซต์ขายน้ำหอม แบบบทความก่อน เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ค่ะ

  • Seed Keyword :  น้ำหอม YSL
  • Niche Keyword :  น้ำหอม YSL ผู้ชาย
  • Longtail Keyword : น้ำหอม YSL ผู้ชาย กลิ่นหอมที่สุด, น้ำหอม YSL ผู้ชาย Y EDP, น้ำหอม YSL ผู้ชาย Pantip

ตัวอย่าง Keyword แบบต่าง ๆ

Keyword มีการแสดงผลแบบไหนบน Google

Keyword ที่ User พิมพ์ค้นหาบน Google จะแสดงผลผ่านหน้า SERP ซึ่งจะมีการแสดงผลด้วยกัน 3 แบบ ดังนี้

1.SERP Ads

เว็บไซต์ที่จะขึ้นไปแสดงผลบน SERP Ads ได้ จะต้องเสียเงินค่า Google Ads เพื่อลงโฆษณากับ Google เวลาที่พิมพ์ Keyword เราจะสังเกตได้ว่าเว็บไซต์ด้านบนสุดประมาณ 3-4 ตำแหน่งจะมีคำว่า Sponsored หรือ ได้รับการสนับสนุน กำกับเอาไว้ด้วย

การค้นหา Keyword แล้วแสดงผลแบบ SERP Ads

2.Organic

การแสดงผลการค้นหา Keyword แบบ Organic จะเป็นการทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ด้วยวิธีแบบธรรมชาติ โดยการทำ SEO จะไม่มีการซื้อโฆษณา เวลาที่พิมพ์ Keyword ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ทาง Google ก็จะนำเว็บไซต์ที่คิดว่าตอบโจทย์ User มากที่สุดมาแสดงผลในส่วนนี้ 

ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าหากธุรกิจของคุณที่ทำ SEO เอง หรือจ้างบริษัทรับทำ SEO ให้เว็บไซต์คุณติดหน้าแรก Google ในตำแหน่งด้านบนสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้ว User ที่ค้นหา Keyword เข้ามาดันเจอเว็บไซต์ของคุณ แบบนี้เท่ากับว่าเพิ่มโอกาสทางการขายให้กับคุณแล้วค่ะ

การค้นหา Keyword แล้วแสดงผลแบบ Organic

การค้นหา Keyword แล้วแสดงผลแบบ Organic

3.SERP Features

SERP Features จะเป็นรูปแบบการแสดงผลแบบต่าง ๆ หลังจากที่ User พิมพ์ค้นหา Keyword เช่น แสดงผลเป็นคลิปวิดีโอ แสดงผลเป็นภาพ ฯลฯ

การค้นหา Keyword แล้วแสดงผลแบบ SERP Features

วิธีเลือก Keyword ให้เหมาะกับการทำ SEO ต้องเลือกแบบไหนดีที่สุด

1.Keyword ต้องมีความเกี่ยวข้อง และตรงกับ Search Intent

ในการทำ SEO ให้กับธุรกิจต้องเลือก Keyword ที่มีความเกี่ยวข้องกันเสมอ สมมติคุณขายประกันรถยนต์ หลังจาก Research Keyword เรียบร้อยแล้ว คุณดันเจอ Keyword คำว่า “ประกันรถยนต์ภาษาอังกฤษ” ซึ่งมีปริมาณการค้นหาอยู่ที่ประมาณ 170 ครั้ง/เดือน

แม้ว่า Keyword จะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจประกันรถยนต์ แต่อย่าลืมว่าคนที่ค้นหา Keyword นี้ เขาต้องการที่จะรู้ว่า คำว่าประกันรถยนต์ในภาษาอังกฤษ มีการเขียน สะกดแบบไหน 

หากเราไป Focus Keyword นี้ และทำ SEO เพื่อให้ติด Google แบบนี้ก็จะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจของเราไม่ได้ เพราะจุดประสงค์จริง ๆ ของเว็บไซต์เรา คือ การขายประกันรถยนต์ให้กับคนที่ต้องการซื้อ ไม่ใช่คนที่ต้องการแปลความหมายจากภาษาไทยไปอังกฤษ

2.Keyword ต้องมีคนค้นหาจริง ๆ

การเลือก Keyword เพื่อทำ SEO ต้องเลือก Keyword ที่มีจำนวนคนค้นหาจริง ๆ อย่าไปนั่งเทียนนึกเอาเองว่าคนจะต้องค้นหาคำนี้แน่ ๆ

พวกเราชาวมิงขอแนะนำให้ทำ Research Keyword จากเครื่องมือต่าง ๆ เสียก่อน เช่น Keyword Planner จะได้เช็คว่า Keyword นั้นมีคนค้นหาหรือไม่ 

เพราะมันจะมีประโยชน์อะไร หากเว็บไวต์คุณติดหน้าแรก Google อันดับบนสุด แต่ Keyword นั้นไม่มีความต้องการในการค้นหา แบบนี้เว็บไซต์จะสร้างรายได้ได้อย่างไรจริงมัั้ยล่ะคะ ? 

3.เป็น Keyword ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ

ในช่วงเริ่มต้นทำ SEO พวกเราชาวมิงมองว่าควรเริ่มโฟกัสจาก Keyword ที่สามารถทำเงินให้กับธุรกิจของคุณได้ เช่น Keyword ขาย Keyword ซื้อ Keyword เชิงแนะนำ รีวิว เปรียบเทียบ รุ่นไหนดี แบบไหนดี เพื่อให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้ได้เสียก่อน 

เพราะหากมัวแต่โฟกัสที่ Seed Keyword โดยตรง แบบนี้จะทำให้ยากต่อการสร้างรายได้ในช่วงแรก เพราะก็อย่างที่เราได้บอกไปค่ะว่า Seed Keyword ที่ปริมาณการแข่งขันที่ดุดันเลือดพล่านมาก มันต้องใช้เวลานานพอตัวค่ะกว่าจะสำเร็จ

Keyword สำคัญอย่างไรกับการทำ SEO

สำหรับการทำ SEO แล้ว การเลือกใช้ Keyword มีความสำคัญมาก ๆ เพราะจำเป็นต้องเลือก Keyword ที่ตรงกับธุรกิจเราและสามารถทำเงินให้ธุรกิจได้

มันคงจะดีมากแน่ ๆ ถ้าเวลาที่ User พิมพ์ค้นหา Keyword ที่ตรงกับธุรกิจของคุณบน Google และเจอว่าเว็บไซต์คุณติดอันดับ 1 แน่นอนว่าลูกค้าก็จะกดคลิกดูเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งหากเนื้อหาในหน้านั้น ๆ ทำออกมาดีมาก ๆ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายให้กับคุณได้อย่างมหาศาล

ยิ่งเว็บไซต์อยู่อันดับสูงสุดเท่าไหร่ ก็จะทำให้คนมองเห็นธุรกิจของคุณมากขึ้นเท่านั้น !

เพิ่ม Keyword ใน Content อย่างไร ให้ติดอันดับ SEO ได้ดีขึ้น

สำหรับวิธีการเพิ่ม Keyword ให้บทความในเว็บไซต์ติดอันดับดีขึ้นพวกเราชาวมิงขอแนะนำวิธีดังนี้

  • ก่อนทำ Content จำเป็นต้อง Research Keyword เพื่อค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราจะทำเสียก่อน
  • เช็ค Search Intent ให้ดี ว่า Keyword นั้น ๆ มีจุดประสงค์การค้นหาแบบไหน เช่น Blog Post, Page Service ฯลฯ
  • ใส่ Keyword ลงไปในส่วน Title + Description เพื่อให้ Google เข้าใจว่าเว็บไซต์เราเกี่ยวข้องกับอะไร
  • ถ้าเป็นไปได้ควรตั้งชื่อ Slugให้เกี่ยวกับ Keyword ที่เราทำ
  • ใส่ Keyword ในส่วนของ Heading ต่าง ๆ เช่น H1, H2, H3 และต้องใส่ Keyword อย่างเป็นธรรมชาติ ห้าม Spam Keyword เด็ดขาด
  • อย่าลืมใส่ Long Tail Keyword ในบทความด้วย
  • เพิ่ม Keyword ใน Image alt text เสมอ

วิธีหา Keyword สามารถหาจากเครื่องมือไหนได้บ้าง

เครื่องมือที่ใช้ค้นหา Keyword

ตัวอย่างวิธีหา Keyword จาก Google Keyword Planner

Mingketar ขอแนะนำเครื่องมือค้นหา Keyword ด้วย Keyword Planner ค่ะ

ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เอาเช็คว่าคนค้นหา Keyword อะไรบ้างบน Google มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนเท่าไหร่ มีเทรนด์การค้นหาเป็นอย่างไร ถ้าจะลง Ads มีค่าคลิกเฉลี่ยเท่าไหร่

ข้อดี : ได้ข้อมูลที่แม่นยำ เพราะเป็นข้อมูลจาก Google โดยตรง

ข้อเสีย : ต้องเสียเงินลงโฆษณา Google Ads จึงจะใช้ Keyword Planner ได้

สำหรับวิธีหา Keyword จาก Keyword Planner จะมีดังนี้

1.Log in เข้า Google Ads แล้วไปที่ Keyword Planner

2.กดคลิกที่ Discover New Keywords

3.พิมพ์ Keyword แบบกว้าง ๆ ที่ต้องการค้นหาเข้าไป เช่น ประกันรถยนต์

ควรใส่คีย์เวิร์ดที่สะกดผิดไปใน Content ที่ทำ SEO ด้วยหรือไม่

บางครั้ง Keyword ที่สะกดผิด (Misspelled Keyword) ก็มีปริมาณการค้นหา (Search Volume) ที่เยอะกว่า Keyword ที่สะกดถูก

สำหรับใครที่ทำ SEO อาจจะสงสัยได้ว่าเวลาที่เราเจอ Keyword ที่สะกดผิด เราควรใส่ Keyword ที่สะกดผิดลงไปใน Content เพื่อให้อันดับ SEO ติดดีหรือไม่ ?

จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้วพวกเราชาวมิงคิดว่าให้ใส่ Keyword ที่สะกดถูกต้องไปแทน เพราะยังไงทาง Google ก็จะเข้าใจอยู่แล้วว่าคำนี้หมายถึงอะไร 

หากใส่ Keyword ที่สะกดผิดลงไปใน Content อาจทำให้ User ที่เข้ามาอ่านเนื้อหาแล้วรู้สึกว่าเว็บไซต์ของเราไม่เป็นมืออาชีพได้ค่ะ

Keyword (คีย์เวิร์ด) คือ คำที่คนพิมพ์ค้นหาผ่าน Search Engine เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ เช่น ต้องการซื้อ ต้องการค้นหาข้อมูล ฯลฯ หากธุรกิจของคุณมีความเข้าใจในเรื่องของ Keyword จะช่วยทำให้คุณเข้าใจความต้องการของ (ว่าที่) ลูกค้าได้ ว่าเขาต้องการอะไร ควรทำ Content แบบไหนถึงจะตอบโจทย์เขามากที่สุด และในขณะเดียวกัน Keyword นั้น ๆ ก็จะสามารถทำเงินให้กับธุรกิจของคุณได้

ถ้าไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรเลือกใช้ Keyword แบบไหนดี ถึงจะเหมาะกับการทำ SEO เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้กับธุรกิจคุณ สามารถคลิกไลน์ด้านขวามือเพื่อให้เราติดต่อกลับได้เลยนะคะ เราให้คำแนะนำปรึกษาฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ ตอบโดยคนรับทำ SEO ไม่ใช่ Sales Admin

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *